เรื่องเด่นประจำวัน » รวมรายละเอียด 15 ข้อควรรู้ของ Trials of Mana เกม Action RPG ระดับตำนานในฉบับรีเมค

รวมรายละเอียด 15 ข้อควรรู้ของ Trials of Mana เกม Action RPG ระดับตำนานในฉบับรีเมค

21 กุมภาพันธ์ 2020
358   0

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ทั้งหลาย ขอต้อนรับเข้าสู่บทความพิเศษที่พูดถึงเกี่ยวกับรายละเอียดทั้งหมดของเกมระดับตำนานสู่ความมันส์โฉมใหม่ Action RPG ในแบบฉบับรีเมคอย่าง Trials of Mana (หรือในอีกชื่อหนึ่งว่า Seiken Densetsu 3) ที่เคยสร้างปรากฏการณ์ให้แก่วงการเกมในยุค 90 ไม่แพ้เกมซีรีส์ Final Fantasy เลยแม้แต่น้อย โดยหลังการเปิดตัวในงานเกมโชว์สุดยิ่งใหญ่แห่งปี E3 2019 ที่ผ่านมานั้น ก็เรียกเสียงฮือฮาพร้อมกระแสตอบรับอันดีเยี่ยมจากเกมเมอร์หลายๆ คนเป็นอย่างมาก ยิ่งเป็นเกมเมอร์ยุค 90 ยิ่งแล้วใหญ่เลย 555+
ในวันนี้ทางค่ายเหลี่ยม Square-Enix ส่งข้อมูลแบบ Exclusive มาให้ทีมงาน PlayUlti รับรู้ก่อนใครล่วงหน้า จึงทำให้ทามาโมะจังตัดสินใจนั่งอ่านเอกสาร / รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเกมทั้งหมดมาให้ทราบกัน เพื่อเป็นข้อมูลให้แก่เพื่อนๆ ทุกคนได้ตัดสินใจว่ามันถูกจริตกับผู้เล่นชาวไทยรึเปล่า? มีความคุ้มค่าที่จะซื้อหรือไม่? เพราะอะไรถึงควรต้องเล่นเกมนี้? โดยรายละเอียดของ Trials of Mana มีเนื้อหาดังต่อไปนี้ค่ะ

1. เรื่องย่อคร่าวๆ ของตัวเกมที่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นต้นฉบับอย่างครบถ้วน 

บนโลกใบนี้เคยถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด เทพธิดาแห่งมานา [Goddess of Mana] ได้ดึงเอาดาบแห่งมานา [Sword of Mana] ออกมาเพื่อโจมตีเหล่าปีศาจทั้งแปด “Benevodons” ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นเจ้าแห่งการทำลายล้าง และทำการผนึกพวกมันไว้ใน “มานาสโตน [Mana Stone]” จำนวนทั้งหมดแปดชิ้น เพื่อนำทุกสรรพสิ่งกลับคืนสู่ความว่างเปล่า และทำการสร้างโลกขึ้นมาใหม่อีกครัั้งหนึ่งด้วยการ  แปลงสภาพร่างของตัวเองให้กลายเป็นต้นไม้ยักษ์ใหญ่ที่ค้ำจุนโลกใบนี้ และนอนหลับไหลมาหลายศตวรรษ
อย่างไรก็ตามมีกองกำลังชั่วร้ายที่หมายมั่นจะปลดปล่อยเหล่าปีศาจทั้งแปด “Benevodons” เพื่อเข้ายึดครองโลกใบนี้อยู่ใต้อำนาจของพวกมัน โดยขั้นตอนแรกนั้น จุดไฟสงครามระหว่างอาณาจักร กระตุ้นให้เกิดพลังความชั่วร้าย สถานการณ์ความไม่สงบตามดินแดนต่างๆ ผลในท้ายที่สุดคือสันติสุขหายไปจากโลกใบนี้อย่างสิ้นเชิง พร้อมกับพลังมานาเหือดหายไปทีละเล็กทีละน้อย และต้นไม้ยักษ์ใหญ่ที่เกิดมาจากเทพธิดาแห่งมานา [Goddess of Mana] เริ่มเหี่ยวเฉาลงเรื่อยๆ จะมีใครมาช่วยแก้ไขวิกฤตการณ์ในครั้งนี้กัน
2. ตัวละครหลักมีทั้งหมด 6 คน ได้แก่ Angela, Duran, Charlotte, Kevin, Riesz, และ Hawkeye ซึ่งยังคงระบบเลือกตัวละครในกลุ่มปาร์ตี้ได้ 3 จาก 6 คนเหมือนเดิม ย่อมส่งผลต่อการดำเนินเรื่องราวแตกต่างกันออกไป พร้อมเสียงพากย์ตัวละครแบบจัดหนักจัดเต็ม
3. Trials of Mana ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบต่อสู้ใหม่ทั้งหมด กลายเป็นเกมแนว Action RPG แบบเรียลไทม์ที่ผสมผสานทักษะสกิลโดยมีลูกเล่นน่าสนใจมากมาย พร้อมกับหลอดเกจ % ที่เป็นการใช้ท่าไม้ตายหลักของตัวละคร สามารรถเก็บสะสมได้เรื่อยๆ
4. เมื่อตัวละครของเราเลเวลอัพ (Level Up) ค่าสถานะทุกอย่างจะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ยิ่งไปกว่านั้นก็มอบ “Training Points” เอาไว้อัพเกรดในส่วนของค่าสถานะต่างๆ ตามจำนวนครั้งที่เลเวลอัพ อาทิ ค่าพลังชีวิต HP, ค่าพลังเวทมนตร์ MP, ค่าพลังโจมตี, ค่าสตามิน่า, ค่าความฉลาด หรือค่าความโชคดี เป็นต้น รวมถึงสามารถตั้งค่ารีเซ็ตใหม่ได้ทุกเวลา
5. หากทำการเรียนรู้ / ปลดล็อคคาถาเวทมนตร์ (Magic Spell) และท่าโจมตีใหม่ๆ จะถูกเพิ่มเข้าไปในช่อง Ring Menu อัตโนมัติทันที แน่นอนว่าเราสามารถสลับเปลี่ยนระหว่างต่อสู้ได้ตลอดเวลา แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยค่าพลังเวทมนตร์ MP ที่เสียไปในขณะนั้น
6. “ทักษะสกิล” เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไปเสียไม่ได้ โดยประกอบไปด้วยทักษะสกิลที่เลือกใช้มากมายกว่า 300 สกิล ซึ่งส่งผลให้เกิดผลกระทบแตกต่างกันไปตามประเภทต่างๆ อาทิเช่น เพิ่มค่าสถานะ / เพิ่มพลังโจมตีในระหว่างการต่อสู้ชั่วคราว, Chain Abilities ทักษะสกิลที่มอบพลังกันเป็นกลุ่มปาร์ตี้, Locked Abilities ทักษะสกิลเฉพาะตัวในระดับนั้นๆ [Class] และอะไรอีกมากมาย

7. การเรียนรู้ / ปลดล็อคทักษะสกิล ล้วนเกิดขึ้นได้ทั้ง 3 กรณี คือ 

  • ทักษะสกิลที่มาจากการอัพเกรดด้วย Training Points
  • ทักษะสกิลที่มาจากการปฏิสัมพันธ์กับบรรดาตัวละครที่พบเจอในระหว่างการเดินทาง
  • ทักษะสกิลที่มาจากการเลื่อนขั้นระดับ [Class] ที่สูงขึ้น จึงได้รับอาวุธและทักษะสกิลที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
8. ถ้าใครเคยเล่น Trials of Mana มาก่อนคงจะทราบดีว่าพอตัวละครของเราเลเวลอัพในระดับหนึ่งแล้ว ตัวเกมจะขึ้นระบบการเลื่อนขั้นระดับ [Class] เพื่อก้าวเข้าสู่ระดับ 2 แล้วได้รับอาวุธ, ทักษะสกิล และอื่นๆ อีกมากมายให้ใช้งานกัน เพียงแต่ต้องเลือกเล่นระหว่าง “สายสว่าง – Light” หรือ “สายมืด – Dark” ซึ่งแต่ละทางมีรูปแบบการเล่น – ทักษะสกิล – ชุดคอสตูมที่แตกต่างกันไปคนละแบบ
9. จากข้อที่แล้ว…บางครั้งเพื่อนๆ อาจต้องลองผิดลองถูกว่าควรเลือกเล่นสายอะไรถึงเหมาะกับเราที่สุด แต่ถ้าเลือกเผลอกดเลือกผิดก็ไม่เป็นไร เนื่องจากตัวเกมมีไอเทมที่มีชื่อว่า “Goddess Scales” เพื่อรีเซ็ตตัวละครให้กลับไปอยู่ในระดับ 1 เหมือนช่วงแรกๆ นั่นเอง
10. ยามเมื่อเราเข้ามาในตัวเมือง (ที่ไร้ซึ่งฉากต่อสู้) นอกจากสามารถบังคับตัวละครหลักของเราไปมาด้วยมุมกล้อง 360 องศาแล้ว สมาชิกในกลุ่มปาร์ตี้ที่เหลือจะแยกย้ายไปอยู่ตามจุดต่างๆ ของเมือง ถ้าเกิดคุณเจอพวกเขาก็ขอเวลาสักครู่หนึ่ง แล้วเข้าไปพูดคุยกับพวกเขา มันจะทำให้ทุกคนได้รู้จักอุปนิสัยของตัวละครนั้นๆ มากยิ่งขึ้นไปอีก บางทีอาจเจอรายละเอียดเล้กๆ น้อยๆ ที่เซอร์ไพรส์ผู้เล่นด้วยนะจ๊ะ
11. พอปราบมอนสเตอร์เสร็จเรียบร้อย พวกมันจะทำการดรอปไอเทมประเภท “Plant Seeds” แล้วจากนั้นก็นำไปปลูกในกระถางเวทมนตร์ [Magic Pots] ตามที่พักอาศัย เมื่อดอกไม้เบ่งบานเต็มที่ มันจะมอบไอเทมต่างๆ เป็นของตอบแทนมากมาย โดยแบ่งเมล็ดพันธ์ุออกเป็น 5 ชนิด ได้แก่ Item Seeds, Silver Item Seeds, Gold Item Seeds, Rainbow Item Seeds และ ??? Seeds
12. หลังจากปราบมอนสเตอร์ครบตามเงื่อนไขเฉพาะกิจที่ถูกกำหนดเอาไว้ ตัวเกมจะตอบแทนด้วยการมอบไอเทมที่ช่วยเพิ่มค่าประสบการณ์ Exp และค่าเงินให้สูงขึ้นเป็นกรณีพิเศษ แต่ถ้าเกิดทำตามเงื่อนไขดังกล่าวไม่ได้จริงๆ ตามฉากเมือง / ตามดันเจี๊ยนต่างๆ จะมีกล่องสมบัติที่ซุกซ่อนไอเทมแบบนี้อยู่ แต่จะหากันเจอหรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง (ฮา)
13. หลังสิ้นสุดฉากต่อสู้ เราสามารถฟื้นฟูค่าพลังชีวิต HP กับค่าพลังเวทมนตร์ MP ทั้งกลุ่มปาร์ตี้ ถึงกระนั้นก็เลือกได้ว่าจะฟื้นฟูแบบเต็มหลอด หรือฟื้นฟูแบบครึ่งหลอด
14. Save Data Slots มีถึง 12 ช่องด้วยกัน บวกกับเพิ่มจุดเซฟตามดันเจี๊ยน & พื้นที่ต่างๆ มากกว่าตัวเกมต้นฉบับเป็นเท่าตัว
15. ตัวเกมสามารถปรับระดับความยากได้ตามอัธยาศัย โดยไม่ส่งผลต่อการดำเนินเนื้อเรื่อง มีเพียงแค่ระดับพลังของมอนสเตอร์เท่านั้นที่ถูกเปลี่ยน หากใครเป็นผู้เล่นสายโฟกัสเนื้อเรื่องอย่างเดียว ขอแนะนำโหมด “Beginner” ที่ต่อให้สมาชิกในทีมถูกฆ่าไปเท่าไหร ก็ฟื้นกลับมาได้ตลอดทุกครั้ง

Trials of Mana กำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 24 เมษายนที่จะถึงนี้ ทั้งบน PC [Steam], PlayStation 4 และ Nintendo Switch พร้อมเปิดโอกาสให้เพื่อนๆ สั่งซื้อตัวเกมล่วงหน้าทุกแพลตฟอร์มแล้วในราคา 1,590 บาท  ใครที่อ่านแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจ ก็ควรค่าแก่การซื้อมาเก็บไว้ในคลังเกมนะคะ ขอรับรองเลยว่ามันคุ้มค่าอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเกมเมอร์ยุค 90